วันพฤหัสบดีที่ 28 มกราคม พ.ศ. 2559

 

 

 

หน่วยที่ 9 : จริยธรรมและกฏหมายที่เกี่ยวข้องกับการใช้อินเทอร์เน็ต

 
 
 

ความหมายของจริยธรรมในการใช้อินเทอร์เน็ต


  หมายถึง หลักการที่มนุษย์ในสังคมยึดถือปฏิบัติ เพื่อการอยู่ร่วมกันอย่างเป็นสุขในสังคม สรุปได้ 4 ประเด็น ดังนี้
    1. ความเป็นส่วนตัว (Information Privacy)
    2. ความถูกต้อง (Information Accuracy)
    3. ความเป็นเจ้าของ (Information Property)
    4. การเข้าถึงข้อมูล (Data Accessibility)

 

 


คุณธรรมและจริยธรรมในการใช้อินเทอร์เน็ต


1. จรรยาบรรณสำหรับผู้ใช้ไปรษณีย์อิเล็กทรอนิกส์
    - ตรวจสอบจดหมายให้บ่อยครั้ง
    - ลบข้อความที่ไม่ต้องการออกจากระบบกล่องจดหมาย
2. จรรยาบรรณสำหรับผู้สนทนา
    - ควรสนทนากับผู้ที่เรารู้จักและต้องการสนทนาด้วย
    - ควรใช้วาจาสุภาพ
3. จรรณาบรรณสำหรับผุ้ใช้กระดานข่าว เว็บบอร์ด หรือสื่อทางข่าวสาร
    - เขียนเรื่องให้กระชับ
    - ไม่ควรคัดลอกจากที่อื่น
4. บัญญัติ  10  ประการ

อินเทอร์เน็ตกับผลกระทบต่อสังคมไทย

ผลกระทบทางบวก
    - ช่วยพัฒนาประสิทธิภาพการทำงาน
    - ช่วยพัฒนาคุณภาพการศึกษา
ผลกระทบทางลบ
    - ก่อให้เกิดความเครียดของคนในสังคม
    - เกิดการแลกเปลี่ยนวัฒนธรรมจากสังคมหนึ่งไปสู่อีกสังคมหนึ่ง

กฎหมายที่เกี่ยวข้องกับการใช้อินเทอร์เน็ต


        - ลิขสิทธิ์ (Copyright)
        - งานอันมีลิขสิทธิ์
        - การได้มาซึ่งลิขสิทธิ์
        - การคุ้มครองลิขสิทธิ์
        - ประโยชน์ต่อผู้บริโภค

พระราชบัญญัติลิขสิทธิ์


        ในประเทศไทยได้ประกาศใช้พระราชบัญญัติลิขสิทธิ์ พ.ศ. 2537 เพื่อใช้บังคับแทนพระราชบัญญัติลิขสิทธิ์ พ.ศ. 2521 โดยมีผลบังคับใช้เมื่อวันที่ 21 มีนาคม 2538
        พระราชบัญญัติลิขสิทธิ์ พ.ศ. 2537 ให้ความหมายของคำว่า "ลิขสิทธิ์" ว่า หมายถึง สิทธิแต่เพียงผู้เดียวที่จะทำการใดๆ
*การละเมิดลิขสิทธิ์
    - การละเมิดลิขสิทธิ์โดยตรง คือ การทำซว้ำดัดแปลง
    - การละเมิดลิขสิทธิ์โดยอ้อม คือ การกระทำทางการค้า

คุณธรรม จริยธรรม ค่านิยม และคุณลักษณะที่พึงประสงค์
ของผู้สำเร็จการศึกษาตามระดับคุณวุฒิอาชีวศึกษา


      1. รับผิดชอบ                 2. ขยัน
      3. ประหยัด                   4. ซื่อสัตย์
      5. จิตอาสา                   6. สามัคคี
      7. มีวินัย                      8. สะอาด
      9. สุภาพ                     10. ละเว้นอาบายมุข
 
 
 

จัดทำโดย

 
นางสาวจีรภา คัชมาตย์ เลขที่07  บช.1/2
 
นางสาวยวิษฐา อ่อนสุด เลขที่22  บช.1/2
 
 
 

อ้างอิง

 
 
 
 
 
 
 
 
 
 
 
 
 
 

วันพฤหัสบดีที่ 21 มกราคม พ.ศ. 2559





ใบงานที่ 8
 
การป้องกันและการกำจัดไวรัส
 
 
   
 
 
 
 
ความหมายของไวรัส (Virus)
           
    ไวรัสคอมพิวเตอร์ เป็นโปรแกรมชนิดหนึ่งที่มีความสามารถในการสำเนาตัวเองเข้าไปติดอยู่ในระบบ

อมพิวเตอร์ได้และถ้ามีโอกาสก็สามารถแทรกเข้าไประบาดในระบบคอมพิวเตอร์อื่นๆ ซึ่งอาจเกิดจาก

การนำเอาไวรัสจากเครื่องหนึ่งไปใช้อีกเครื่องหนึ่ง
    



ประเภทของไวรัส
              

    ไวรัสมีอยู่หลายประเภท โดยแบ่งเป็นประเภทใหญ่ๆ ได้ดังนี้
             
1.ไฟล์ไวรัส (File Virus)
             
 2.บู๊ตเซกเตอร์ไวรัส (Boot Sector Virus)                           
             
3.มาโครไวรัส (Macro Virus)
             
4.หนอนไวรัส (Worm)
             
5.โทรจัน (Trojan)





สปายแวร์ (Spyware)
               สปายแวร์ (Spyware) คือ โปรแกรมที่แฝงเข้ามาในคอมพิวเตอร์ขณะที่กำลังทำงานบนอินเทอร์เน็ต เป็นโปรแกรมที่ถูกเขียนขึ้นมาสอดส่อง หรือดักจับข้อมูลการใช้งานเครื่องคอมพิวเตอร์
              
สปายแวร์ติดเครื่องคอมพิวเตอร์ได้อย่างไร
              
สปายแวร์จะติดได้หลายทางแต่หลักๆ คือ
               1.เข้าเยี่ยมเว็บไซต์ต่างๆ เมื่อเว็บไซต์บอกให้ดาวน์โหลดโปรแกรม ก็ดาวน์โหลดโดยที่ไม่รู้ว่าคืออะไร
               2.ดาวน์โหลดโปรแกรมฟรีที่เรียกว่า Freeware มาใช้ โปรแกรมฟรีนั้นมีใช้ก็ดี แต่ก็ควรดูให้ดีเพราะโปรแกรมฟรีหลายตัวจะมีสปายแวร์ติดมาด้วย
               3.เปิดโปรแกรมที่ส่งมากับอีเมล บางครั้งมีผู้ที่ส่งอีเมลมาให้พร้อมโปรแกรมสวยงาม โดยที่ไม่รู้ว่ามีสปายแวร์อยู่ด้วย ก็ส่งต่อๆ กันไป
                 
ข้อสังเกตเกี่ยวกับสปายแวร์
                 1.มี Pop up ขึ้นมาบ่อยครั้งที่เข้าเว็บ
                 2.ทูลบาร์ (Toolbar) มีแถบปุ่มเครื่องมือเพิ่มขึ้น
                 3.หน้าจอ (Desktop) มีไอคอน (Icon) แปลกๆ เพิ่มขึ้น
                 4.เมื่อเปิดเว็บบราวเซอร์ (Web Browser) หน้าเว็บแรกที่พบแสดงเว็บไซต์ที่ไม่รู้จักหรือไม่เคยพบเห็นมาก่อน
                 5.เว็บไซต์ใดที่ไม่สามารถเข้าได้ หน้าเว็บไซต์โฆษณาของสปายแวร์จะมาแทนที่
                
วิธีการป้องกันเพื่อไม่ให้ถูกโจมตีจากสปายแวร์
                 1.ติดตั้งโปรแกรม Anti- Spyware ไว้ในเครื่องคอมพิวเตอร์เพื่อให้ Anti- Spyware สามารถตรวจสอบค้นหาสิ่งแปลกปลอม (Spyware) ที่จะเข้าฝังตัวอยู่ภายในเครื่องคอมพิวเตอร์ ซึ่งโปรแกรม Anti- Spyware จะทำหน้าที่ตรวจสอบเป็นลักษณะเรียลไทม์
                 2.ไม่ดาวน์โหลดไฟล์ข้อมูลหรือโปรแกรมจากเว็บไซต์ที่ไม่น่าเชื่อถือ ควรจะดาวน์โหลดจากเว็บไซต์ที่น่าเชื่อถือเท่านั้น
                 3.เมื่อเข้าไปในเว็บไซต์ใดเว็บไซต์หนึ่งและพบหน้าจอที่ผิดปกติ ให้พิจารณาอ่านข้อความเพื่อตรวจสอบเงื่อนไขการใช้งานก่อนที่จะดำเนินการใดๆ ต่อไป
การป้องกันสปายแวร์และซอฟต์แวร์ที่ไม่พึงประสงค์
                  คอมพิวเตอร์มีปัญหาใช้งานไม่ได้ วิธีการช่วยป้องกันคอมพิวเตอร์จากสปายแวร์และซอฟต์แวร์ที่ไม่พึงประสงค์          ต่างๆ มีดังนี้
                  ขั้นตอนที่ 1: อัพเดตซอฟต์แวร์ที่ใช้อยู่
                  ขั้นตอนที่ 2: ปรับแต่งตัวแปรระบบรักษาความปลอดภัยของ Internet Explorer
                  ขั้นตอนที่ 3: ใช้ไฟร์วอลล์ (Firewall)
                  ขั้นตอนที่ 4: ท่องเว็บไซต์และดาวน์โหลดข้อมูลอย่างรอบคอบ
 
 











วิธีการป้องกันไวรัสคอมพิวเตอร์
                 

     วิธีการที่ดีที่สุดในการป้องกันปัญหาไวรัสคอมพิวเตอร์ คือ ให้ติดตั้งโปรแกรมแอนตี้ไวรัส แล้วทำการอัพเดตไวรัสอย่างสม่ำเสมอ และให้ทำการสแกนไวรัสเป็นประจำ มีข้อที่ควรปฏิบัติในการป้องกันไวรัส ดังนี้
                   1.ติดตั้งโปรแกรมป้องกันไวรัส และอัพเดตไวรัสอยู่เสมอ
                   2.ติดตั้งโปรแกรมป้องกันไวรัสที่เหมาะสมกับระบบปฏิบัติการของเครื่อง
                   3.สร้างแผ่น Emergency Disc หรือแผ่น Boot CD/USB เพื่อใช้ในการกู้ระบบ
                   4.อัพเดตข้อมูลไวรัสของโปรแกรมทุกวัน หรือทุกครั้งที่โปรแกรมแจ้งเตือนให้อัพเดต
                   5.เปิดใช้งาน auto-protect ถ้าโปรแกรมสนับสนุน
                   6.ตรวจสอบหาไวรัสทุกครั้งก่อนเปิดไฟล์จากแผ่นหรือสื่อบันทึกข้อมูลต่างๆ
                   7.ใช้โปรแกรมเพื่อทำการตรวจหาไวรัสบนเครื่องคอมพิวเตอร์อย่างน้อย 1 ครั้งต่อสัปดาห์











โปรแกรมที่นิยมใช้ในการป้องกันไวรัส
                   1. AVG Antivirus Free Edition 2011
                    2. Avira AntiVir Personal Free Edition     
                    3. A vast Free Antivirus
                    4. PC Tools AntiVirus Free
                    5. Microsoft Security Essentials
                    6. ThreatFire AntiVirus Free Edition                   
                    7. Emsisoft Anti-Malware 5.0
                    8. Panda Cloud Antivirus Free
                    9. Multi Virus Cleaner 2009
                   10. A vast-Virus Cleaner and Worm Removal Tool
                   11. Baidu Antivirus 2014













อ้างอิง

https://sites.google.com/site/pornthaweenaka/na-senx-khxmul-dwy-tnxeng/hnwy-thi-1-khwam-ru-beuxng-tn-keiyw-kab-sangkhm-xxnlin/hnwy-thi-2-kar-chi-xinthexrnet-ni-ngan-thurkic/hnwy-thi-3-kar-khnha-khxmul-dwy-search-engin/hnwy-thi-4-kar-rab-sng-khxmul-kherux-khay-xinthexrnet/hnwy-thi-5-kar-chi-brikar-thi-mi-xyu-bn-sangkhm-xxnlin/hnwy-thi-6-por-eke-rm-cadkar-sarsnthes-swn-bukhkhl/hnwy-thi-7-kar-reiyn-ru-rabb-kherux-khay-xinthexrnet/hnwy-thi-8-kar-px-ngkanelea-ka-cawi-ras



จัดทำโดย

นางสาวจีรภา คัชมาตย์

นางสาวยวิษฐา อ่อนสุด








วันพฤหัสบดีที่ 7 มกราคม พ.ศ. 2559






 ใบงานที่ 6
 
 
 
โปรแกรมจัดการสารสนเทศส่วนบุคคล
 
 
 
 
 
 
 
 
  ความหมายของโปรแกรมจัดการสารสนเทศส่วนบุคคล
 
 
     การจัดการสารสนเทศส่วนบุคคล หมายถึง การพัฒนากลยุทธ์ที่ชัดเจนในการดำเนินการกับสารสนเทศที่ได้รับ อาจจะอยู่ในรูปแบบของการจัดเก็บ การดูเเลรักษา การสืบค้น การเเสดงผล และการกำจัดสารสนเทศที่ไม่ต้องการ
    สารสนเทศ หมายถึง ข้อมูลข่าวสารทุกประเภทที่ได้รับ อาจอยู่ในรูปแบบของภาพนิ่ง ตัวอักษร ภาพเคลื่อนไหว เสียง ซึ่งอาจมีแหล่งที่มาต่างๆ เช่น โทรศัพท์ โทรสาร สื่อคอมพิวเตอร์ เป็นต้น
    ส่วนบุคคล หมายถึง การที่บุคคลมีความต้องการ หรือความจำเป็นในการใช้สารสนเทศหนึ่งๆ ในการประกอบกิจการงานหรือการดำรงชีวิตประจำวัน

ความสำคัญของการจัดการสารสนเทศส่วนบุคคล
   
   ความสำคัญของการจัดการสารสนเทศส่วนบุคคล มีเเนวคิดเกี่ยวกับการวางแผนด้านสารสนเทศสำหรับบุคคนที่เป็นเเนวคิดใหม่ที่ต้องอาศัยทักษะหลายด้าน โดยเฉพราะอย่างยิ่งทักษะด้านการจัดการ ทั้งนี้ เพื่อให้ประสบความสำเร็จในการประกอบกิจการงานเเละการดำรงชีวิตในยุคการเปลี่ยนเเปลงดังเช่นปัจจุบันเเนวคิดนี้เรียกว่า การจัดการสารสนเทศส่วนบุคคล


 
 
องค์ประกอบของระบบการจัดการสารสนเทศส่วนบุคคล
    
     องค์ประกอบของระบบการจัดการสารสนเทศส่วนบุคคล เมื่อพิจารณาตามโครงสร้างของระบบที่ใช้จัดการฐานข้อมูลเเล้ว พบว่าองค์ประกอบที่เหมือนกันคือ
    ส่วนรับเข้า เเบ่งออกเป็น 2 ส่วนย่อยคือ
  • ความต้องการด้านสารสนเทศของผู้ใช้
  • ข้อมูลที่เข้าสู่ระบบ
    ส่วนประมวลผล หมายถึง กลไกลที่ทำหน้าที่ในการจัดหมวดหมู่หาสถานที่สำหรับจัดเก็บข้อมูลเพื่อสามารถนำออกมาใช้ได้ การจัดวิธีการเข้าถึงข้อมูล
    ส่วนเเสดงผล เป็นส่วนที่มีความสำพันธ์มากระดับหนึ่ง คือ ผู้ใช้จะพึงพอใจระบบมากน้อยเพียงใด ขึ้นอยู่กับคุณภาพของผลลัพธ์ ความต้องการเเละวัตถุประสงค์ของผู้ใช้ระบบเป็นหลัก



ประเภทของระบบการจัดการสารสนเทศส่วนบุคคล
    
 
    ประเภทของระบบการจัดการสารสนเทศส่วนบุคคล จำเเนกตามรูปลักษณ์เเบ่งออกได้ดังนี้
  1.ประเภทโปรเเกรมสำรูป เช่น โปรแกรมบริหารบุคคล โปรเเกรมระบบบัญชีเงินเดือน
  2.ใช้กับไมโครคอมพิวเตอร์ในลักษณะใช้งานอิสระและผ่านเครือข่ายคอมพิวเตอร์ภายในองค์การ
  3.ฟังก์ชันการทำงานหลัก ได้เเก่ ฟังก์ชันนัดหมาย ฟังก์ชันติดตามงาน ฟังก์ชันติดต่อสื่อสาร
  4.โปรแกรมสำเร็จรูปที่ใช้ในงานสำนักงานทั่วไป เช่น โปรแกรมไมโครซอฟต์เวิร์ด โปรเเกรมเอ็กซ์เซล โปรแกรมเพาเวอร์พอยท์
 
 
ระบบนัดหมายส่วนบุคคล
   
  เป็นโปรเเกรมคอมพิวเตอร์ที่พบในระบบการจัดการสารสนเทศส่วนบุคคล มีประโยชน์ดังนี้
  1.การใช้ระบบ
  2.เป็นระบบทีใช้งานง่าย
  3.ระบบมีการบันทึกข้อมูลเเบบลัด
  4.การค้นหาข้อมูล (Search) สามารถทำได้เป็นรายวัน รายสัปดาห์ หรือ รายปี และสามารถใช้ฟังก์ชั่นทำซ้ำ
  5.หากมีกิจกรรมมากกว่าหนึ่งกิจกรรมซ้ำซ้อนในเวลาเดียวกัน ระบบจะเตือนให้ผู้ใช้ทราบเพื่อเเก้ไขปัญหา
  6.มีสัญญานเตือนกันนัดหมาย
  7.มีระบบช่วยจำ
  8.ป้อนข้อความเตือนความจำเข้าสู่ระบบนัดหมายส่วนบุคคลโดยอัตโนมัติ
  9.มีหน้าต่างเเสดงความจำเเสดงขึ้นที่หน้าจอภาพ เมื่อมีการเปิดเครื่องคอมพิวเตอร์หรือพีดีเอ
  10.ส่งข้อความเตือนความจำผ่านระบบไปรษณีย์อิเล็กทรอนิกส์
  11.เป็นระบบคอมพิวเตอร์ที่ช่วยในการนัดประชุม

 
 
 
ระบบการติดตามงานส่วนบุคคล
    
    ส่วนหนึ่งของโปรเเกรมการบริหารจัดการสารสนเทศส่วนบุคคลที่นิยมใช้ คือ ระบบการติดตามงานส่วนบุคคล เพราะมีประโยชน์ในการติดตามเพื่อให้งานประสบผลสำเร็จ ซึ่งระบบการติดตามงานส่วนบุคคลมีรายละเอียดเกี่ยวกับโปรเเกรมดังนี้
  1.ระบบติดตามงานส่วนบุคคลเป็นโปรเเกรมอรรถประโยชน์เช่นเดียวกับนาฬิกาปลุกเเละเครื่องคิดเลข
  2.ระบบติดตามงานบุคคล หมายถึง บัญชีรายงานที่ยังไม่ได้ดำเนินการ มีลักษณะคล้ายสมุดจดบันทึกช่วยจำที่เป็นกกระดาษ
  3.ระบบติดตามงานส่วนบุคคลเป็นเครื่องมืออย่างหนึ่งในการบริหารงานและเวลาของเเต่ละบุคคลโดยเฉพราะผู้มีภารกิจมาก
  4.ปัญหาที่พบในการบริหารเวลาของตนเอง คือ ความพยายามที่จะทำงานหฃายอย่างให้เสร็จภายในวันเดียว
  5.มีนิสัยผัดวันประกันพรุ่ง จึงต้องทำงานเเบเร่งรีบในช่วงเวลาสุดท้าย
 
 
พัฒนาการของระบบการจัดการสารสนเทศส่วนบุคคล
    
    ในขณะที่ใช้ระบบการจัดการสารสนเทศส่วนบุคคล  หมายถึง การพัฒนาการบริหารการจัดการจากในรูปแบบของกระดาษมาใช้เป็นระบบเทคโนโลยีที่ทันสมัย โดยมีลักษณะของการพัฒนาการ ดังนี้
    1.ระบบการจัดการสารสนเทศส่วนบุคคลในรูปแแบกระดาษที่มีมาตั้งเเต่ อดีตจนถึงปัจจุบัน
    2.ระบบสารสนเทศส่วนบุคคลในรูปเเบบคอมพิวเตอร์
    3.ระบบการจัดการสารสนเทศของกลุ่ม
 
 
เกณฑ์การเลือกระบบการจัดการสารสนเทศส่วนบุคคล
   
   การพิจารณาเป้าหมายส่วนบุคคลที่เกี่ยวกับชีวิตการทำงานเเละชีวิตส่วนตัว  และเป้าหมายขององค์กรรวมทั้งลักษณะ  ประเภท และนโยบายหลักขององค์กร มีเกณฑ์การเลือกระบบการจัดการสารสนเทศส่วนบุคคล ดังนี้
   1.ความต้องการด้านสารสนเทศ
   2.ความต้องการระบบนัดหมายส่วนบุคคลหรือระบบนัดหมายกลุ่ม
   3.ความต้องการระบบติดตามงานหรือไม่
   4.ความต้องการระบบติดต่อสื่อสารในลักษณะใด
   5.สภาพเเวดล้อมในการทำงาน
   6.การทำงานในลักษณะคนเดียวหรือกลุ่ม
   7.การทำงานภายในหรือภายนอกองค์กร
   8.การติดต่อสื่อสารกับบุคคลอื่น
   9.ความสามารถในการทำงาน
  10.ราคา
  11.ความยากง่ายในการทำงาน
  12.การสนับสนุนด้านเทคนิค
  13.การรับฟังความคิดเห็น
  14.การทดลองใช้ระบบ




อ้างอิง

https://sites.google.com/site/pornthaweenaka/na-senx-khxmul-dwy-tnxeng/hnwy-thi-1-khwam-ru-beuxng-tn-keiyw-kab-sangkhm-xxnlin/hnwy-thi-2-kar-chi-xinthexrnet-ni-ngan-thurkic/hnwy-thi-3-kar-khnha-khxmul-dwy-search-engin/hnwy-thi-4-kar-rab-sng-khxmul-kherux-khay-xinthexrnet/hnwy-thi-5-kar-chi-brikar-thi-mi-xyu-bn-sangkhm-xxnlin/hnwy-thi-6-por-eke-rm-cadkar-sarsnthes-swn-bukhkhl

จัดทำโดย

นางสาวจีรภา คัชมาตย์ บช.1/2 เลขที่ 07

นางสาวยวิษฐา อ่อนสุด บช.1/2 เลขที่ 22






 
 

วันพฤหัสบดีที่ 24 ธันวาคม พ.ศ. 2558




ใบงานที่ 5
 
 
 
 
การใช้บริการที่มีอยู่บนสังคมออนไลน์
 
 
 
 
 
 
      บริการที่มีอยู่บนสังคมออนไลน์
 
 
 
บริการเวิลด์ไวด์เว็บ (www)
    เวิลด์ไวด์เว็บ (World Wide Web) หรือเครือข่ายใยแมงมุม เหตุที่เรียกชื่อนี้เพราะเป็นลักษณะของการเชื่องโยงข้อมูลจากที่หนึ่งไปยังอีกที่หนึ่งเรื่อยๆ เวิลด์ไวด์เว็บ เป็นบริการที่ได้รับความนิยมมากที่สุด ในการเรียกดูเว็บไซด์ต้องอาศัยโปรแกรมเว็บบราว์เซอร์ (Web Browser) ในการดูข้อมูล เว็บบราว์เซอร์ที่ไดรับความนิยมใช้ในปัจจุบัน เช่น Google Chom,friefox,Internet Explorer,safari

 
 
 
บริการจดหมายอิเล็กทรอนิกส์ (Electronic Mail)

    การติดต่อสื่อสารโดยใช้อีเมลสามารถทำได้สะดวกเเละประหยัดเวลา หลักการทำงานของอีเมลคล้ายกับการส่งจดหมายธรรมดา คือ จะต้องมีที่อยู่ที่ระบุชัดจน ที่เรียกว่า อีเมลแอดเดรส (email address) เช่น siwat.ssw01@gmail.com
        การใช้งานอีเมล เเบ่งได้ดังนี้ คือ
  1. corporate email คือ อีเมลหน่วยงานต่างๆสร้างให้กับพนักงานหรือบุคลากรในองค์กรนั้น
  2. Free email คือ อีเมลที่สมัครได้ฟรีตาม Web mail ต่างๆ เช่น Hotmail, yahoo,mail,Gmail
บริการโอนย้านไฟล์ (File Transfer Protocol)
    บริการโอนย้ายไฟล์  เป็นบริการที่เกี่ยวข้องกับการโอนย้ายไฟล์ผ่านระบบอินเทอร์เน็ต การโอนย้ายไฟล์เเบ่งได้ดังนี้
    1. การดาวโหลดไฟล์ (Download file) การดาวน์โหลดไฟล์ คือ การรับข้อมูลเข้ามายัง เครื่องคอมพิวเตอร์ของผู้ใช้ ในปัจจุบันมีหลายเว็บไซต์ที่จัดให้มีการดาวน์โหลดโปรแกรมได้ฟรี เช่น www.download.com,www.thaiware.com 

    2. การอัพโหลดไฟล์ (Upload file) การอัพโหลดไฟล์ คือ การนำไฟล์ข้อมูลจากเครื่องของผู้ใช้ไปเก็บไว้ในเครื่องที่ให้บริการ (Server) ผ่านระบบอินเทอร็เน็ต เช่น กรณีที่ต้องการสร้างเว็บไซต์ จะมีการอัพโหลดไฟล์ไปเก็บไว้ในเครื่องบริการเว็บไซต์ (Web server) ที่ขอให้บริการพื้นที่ (Web server) โปรแกรมที่ใช้ช่วยในการอัพโหลดไฟล์ เช่น Filezilla Client

บริการรับฝากไฟล์เเละข้อมูล
    บริการรับฝากไฟล์เเละข้อมูล เป็นบริการที่ให้ผู้ใช้บริการสามารถแบ่งปันไฟล์และข้อมูลให้ผู้อื่นได้  โดยผู้ฝากไฟล์และข้อมูลจะต้อทำการลงทะเบียนการใช้บริการจากเว็บไซต์ ผู้ให้บริการ เช่น www.skydrive.live.com,www.4share.com,www.youtube.com
             

บริการสนทนาบนอินเทอร์เน็ต
    การสนทนาบนอินเทอร์เน็ต คือ การส่งข้อความถึงกันโดยทันทีทันใด นอกจากนนี้  ยังสามารถส่งสัญลักษณ์ต่างๆ เช่น รูปภาพ ไฟล์ข้อมูลได้ด้วย การสนทนาบนอินเทอร์เน็ตเป็นโปรแกรมที่กำลังได้รับความนิยมในปัจจุบัน โปรแกรมประเภทนี้ เช่น โปรแกรม MSN Messenger,Yahoo Messenger,Skype,Line เป็นต้น
                


บริการค้นหาข้อมูลอินเทอร์เน็ต
    1. Web Directory คือ การค้นหาโดยการเลือก Directory ที่จัดเตรียมเเละเเยกหมวดหมู่ไว้ให้เรียบร้อยเเล้ว Website ที่ให้บริการ Web directory เช่น www.sanook.com
    2. Search Engine คือ การค้นหาข้อมูลโดยใช้โปรแกรม Search โดยการเอาคำที่เราต้องการค้นหาไปเทียบกับเว็บไซต์ต่างๆ ว่ามีเว็บไซต์ใดบ้างที่มีคำที่เราต้องการค้นหา Website ที่ให้บริการ Search Engin เช่น www.google.com,www.yahoo.com
    3. Meta Search คือ การค้นหาข้อมูลเเบบ Search Engine แต่จะทำการส่งคำที่ต้องการไปค้นหาในเว็บไซต์ที่ให้บริการสืบค้นข้อมูลอื่นๆ หากข้อมูลที่ได้มีซ้ำกัน ก็จะเเสดงเพียงรายการเดียวหรือหน้าเดียว เว็บไซต์ที่ให้บริการ Meta Search เช่น www.search.com,www.thaifind.com

บริการกระดานข่าวหรือเว็บบอร์ด (Web board)
    เว็บบอร์ด เป็นศูนย์กลางในการแสดงความคิดเห็น มีการตั้งกระทู้ ถาม-ตอบ ในหัวข้อที่สนใจ เว็บบอร์ดของไทยที่เป็นที่นิยมและมีคนเข้าไปแสดงความคิดเห็นกันมากมาย เช่น www.pantip.com 

บริการห้องสนทนา (Chat  Room)
    ห้องสนทนา คือ  การสนทนาออนไลน์อีกประเภทหนึ่ง ที่มีการส่งข้อความสั้นๆ ถึงกัน การเข้าไปสนทนาจำเป็นต้องเข้าไปในเว็บไวต์ที่ให้บริการห้องสนทนา เช่น www.siamnarak.com
                                                       

บริการอีคอมเมิร์ซ (Electronic Commerce : E-Commerce)
    อีคอมเมิร์ช หรือการพาณิชย์อิเล็กทรอนิกส์ เป็นบริการในการทำธุรการทำธุรกรรมซื้อขายหรือเเลกเปลี่ยนสินค้าเเละบริการผ่านทางอินเทอร์เน็ต โดยใช้เว็บไซต์เป็นสื่อในการนำเสนอและเป็นช่องทางให้ลูกค้าสั่งซื้อสินค้าเเละบริการ เช่น www.amazon.com,www.ebay.com
เว็บไซต์ของไทยที่ทำการเปิดร้านค้าฟรีออนไลน์ ที่กำลังเป็นที่นิยมมาก คือ เซ็บไซต์เทพช็อปด็อทคอม www.lnwshop.com

บริการวิทยุและโทรทัศน์ออนไลน์
    บริการวิทยุและโทรทัศน์ออนไลน์ เป็นบริการที่ให้ผู้ใช้สามารถฟังวิทยุและรายการโทรทัศน์ผ่านทางอินเทอร์เน็ต  โดยที่ผู้ใช้สามารถเลืกใช้บริการได้เเบบเรียลไทม์ (Realtime) เเละเเเบบดูย้อนหลังได้ เช่น www.siamha.com,www.ch7.com

     คุณธรรม จริยธรรม ค่านิยมที่ดีในการใช้คอมพิวเตอร์ และรู้จักการทำงานเป็นทีม
 
      ในปัจจุบันคอมพิวเตอร์ถูกการใช้กันอย่างแพร่หลาย ทั้งในด้านการทำงาน เล่นเกม สนทนา ติดต่อธุรกิจ การป้องกันภัย รวมถึงเพื่อความบันเทิงด้วย ปัจจุบันมีคนใช้คอมพิวเตอร์ในทางที่      เสื่อมเสีย และก่อให้เกิดโทษตามมามากมาย เพระผู้ใช้เหล่านั้นยังไม่มีคุณธรรมและจริยธรรมในการใช้คอมพิวเตอร์ ซึ่งคุณสมบัติดังกล่าวนี้หากบุคคลผู้ใช้คอมพิวเตอร์ผู้ใดยังไม่มีแล้ว จะก่อให้เกิดความเสียหายตามมาอีกมาก
            จริยธรรม (Ethics) เป็นเรื่องของการกำหนดความถูกต้องดีงาม สิ่งที่ไม่ควรทำ มีหลักปฏิบัติในระดับที่สูงกว่ามารยาทในสังคม เช่น คนที่ไม่ยอมเข้าแถวเพื่อขอรับบริการตามสิทธิ์ก่อนหลังอาจถือว่าไม่มีมารยาทหรือพนักงานคอมพิวเตอร์คนหนึ่งเอาข้อมูลทางการเงินของลูกค้าที่เขาจะต้องเห็นตามหน้าที่การงานไปหาผลประโยชน์แก่ตนเอง เช่น ขายรายชื่อนั้นให้ธุรกิจอื่น หรือบอกให้แก่คู่สมรสซึ่งเป็นพนักงานขายตรงไปเสนอขายสินค้า การกระทำเช่นนี้ถือว่าไม่ถูกต้อง ไม่มีจริยธรรม จริงอยู่ แม้ว่าบริษัทที่พนักงานผู้นั้นทำงานอยู่จะไม่เสียหาย แต่การนำเอาของบริษัทไปใช้เพื่อประโยชน์ส่วนตัวก็เป็นสิ่งที่ไม่อาจทำได้อย่างเปิดเผย หรือพนักงานขายสินค้าของทางบริการหนึ่งซึ่งลาออกจากบริษัทเพื่อไปทำงานกับบริษัทคู่แข่งแล้วใช้ประโยชน์จากความรู้ในเรื่องข้อมูลราคาหรือความลับทางการค้าของบริษัทแรกไปให้บริษัทหลัง ก็อาจเรียกได้ว่าพนักงานคนนั้นไม่มีจริยธรรม เมื่อสังคมสลับซับซ้อนขึ้น มีการแบ่งหน้าที่กันออกเป็นหน้าที่ต่าง ๆ จึงมีข้อกำหนดที่เรียกว่า “จรรยาวิชาชีพ” (Code of Conduct) ขึ้น เพื่อใช้เป็นหลักปฏิบัติของคนในอาชีพนั้น ๆ เราคงเคยได้ยิน จรรยาบรรณของแพทย์ ที่จะไม่เปิดเผยเรื่องราวส่วนตัวของคนไข้ จรรยาบรรณของนักหนังสือพิมพ์ที่รับเงินทองสิ่งตอบแทนเพื่อเสนอข่าวหรือไม่เสนอข่าวไม่เปิดเผยแหล่งข่าวถ้าแหล่งข่าวไม่ต้องการจรรยาบรรณวิชาชีพของสถาปนิกหรือวิศวกรผู้ออกแบบที่ต้องไม่รับผลประโยชน์ใด ๆ จากผู้ขายอุปกรณ์ที่ใช้ในงานที่เขาออกแบบ ซึ่งขายให้กับผู้ว่าจ้างงานชิ้นนั้นเพราะเขาได้รับปลตอบแทนจากผู้ว่าจ้างแล้ว จรรยาบรรณของวิชาชีพใด ก็มักกำหนดขึ้นโดยสมาคมวิชาชีพนั้น โดยมีข้อกำหนด บทลงโทษที่นอกเหนือไปจากกฏหมายบ้านเมือง เช่น เพิกถอนสมาชิกภาพ เพิกถอนหรือพักใบประกอบวิชาชีพ และอาจมีกฏหมายรองรับอีกด้วย อาชีพนักคอมพิวเตอร์ เป็นอาชีพใหม่ในสังคมสารสนเทศ การใช้คอมพิวเตอร์และระบบสารสนเทศ ก็เป็นสิ่งใหม่ที่มีศีลธรรม จริยธรรม และจรรยาบรรณเฉพาะของตนซึ่งบางครั้งก็แตกต่างจากจริยธรรมที่ยอมรับกันมาแต่ก่อน หลักพื้นฐานของจริยธรรมในสังคมสารสนเทศก็คือการเคารพผู้อื่น เคารพความเป็นส่วนตัว การเข้าถึงระบบคอมพิวเตอร์และข้อมูลก็จะเฉพาะสิทธิ์ที่ตนเองมีในส่วนที่เกี่ยวข้องกับงาน
            บัญญัติ 36ประการของผู้ใช้คอมพิวเตอร์
                        1.  ไม่ใช้คอมพิวเตอร์ทำร้ายผู้อื่น
2.  ไม่รบกวนจนงานคอมพิวเตอร์ของผู้อื่น
3.  ไม่แอบดูแฟ้มข้อมูลของผู้อื่น
4.  ไม่ใช้คอมพิวเตอร์เพื่อลักขโมย
5.  ไม่ใช้คอมพิวเตอร์เพื่อเป็นพยานเท็จ
6.  ไม่ใช้หรือทำสำเนาซอฟต์แวร์ที่ตนไม่ได้ซื้อสิทธิ์
7.  ไม่ใช้คอมพิวเตอร์ของผู้อื่นโดยไม่มีอำนาจหน้าที่
8.  ไม่ฉวยเอาทรัพย์ทางปัญญาของผู้อื่นมาเป็นของตน
9.  คิดถึงผลต่อเนื่องทางสังคมของโปรแกรมที่เขียน
10.  ใช้คอมพิวเตอร์ในทางที่แสดงถึงความใคร่ครวญและเคารพ จรรยาวิชาชีพ ของ
สมาชิกสมาคมเครื่องจักรกลคอมพิวเตอร์
                        11.ควรใช้เทคโนโลยีสารสนเทศในทางที่ถูกต้อง
12.ควรมีมารยาทในการใช้ไม่แอบดูข้อมูลของผู้อื่นที่ไม่อนุญาต
13.ไม่ใช้เทคโนโลยีในทางที่ผิด เช่น การขโมยข้อมูลของบุคคลอื่น หรือการทำให้
ผู้อื่นเสื่อมเสียไม่ว่าจะทางชื่อเสียง ทางสังคม และอื่นๆ ซึ่งเป็นการไม่สมควรอย่างยิ่ง
14.ควรช่วยกันรักษาคุณธรรมในการใช้เทคโนโลยีเอาไว้
                        15.  หากว่าเราไม่ได้เป็นผู้ที่กระทำแต่หากพบเห็นบุคคลอื่นก็ควรที่จะว่ากล่าวตักเตือนให้เขาทำในสิ่งที่ถูกต้อง6.ใช้คอมพิวเตอร์ในเชิงสร้างสรรค์ไม่ก่อความเดือดร้อนให้แก่บุคคลอื่น
16.ควรใช้คอมพิวเตอร์ในเชิงสร้างสรรค์
17.ไม่ทำให้ตนเองและผู้อื่นเดือดร้อน
18.หากมีบุคคลใดส่งข้อมูลมาให้โดยเราไม่รู้จักก็ควรหลีกเลี่ยงโดยการไม่เปิดเพื่อ
ป้องกันไวรัส
19.ในการทำงานต่างๆต้องตรวจเช็คข้อมูลให้
20.ในการทำสิ่งใดแต่ละครั้งควรคิดถึงผลที่จะตามมาให้ละเอียดถี่ถ้วนเพื่อป้องกันการผิดพลาดในภายหลัง13.ไม่เปิดเว็บภาพลามก
21.ไม่ส่งจดหมายลูกโซ่ให้กับผู้อื่น
22.ไม่ส่งจดหมายเท็จให้กับผู้อื่นเพราะอาจเกิดการสูญเสีย
23.ไม่ส่งแฟ้มไวรัสให้คอมเครื่องอื่น
24.ช่วยกันตรวจตราผู้ที่หน้าสงสัย
25.ช่วยกันเป็นตาให้กับส่วนรวมหากมีสิ่งใดผิดปกติจะได้หาทางแก้ไข้ได้ทัน
26.ช่วยกันรณรงค์การรักษาสิ่งของ
27.ช่วยกันลบข้อมูลที่ไม่ดีออกไป
28.ถ้ามีคนทำการแบบนี้ให้ทำโทษโดยการไม่ให้ใช้เครื่องคอมพิวเตอร์
29.ไม่ควรเล่นเกมการพนัน
30.ไม่ควรเลียนแบบความรุนเเรงในสิ่งเร้า
31.เล่นเกมที่มีทักษะหรือค้นหาความรู้แทน
32.หลีกเลี่ยงเกมไร้สาระ
33.เมื่อเข้าไปใช้บริการเว็บใดก็ควรปฏิบัติตามคำแนะนำของเว็บนั้น (ในทางที่ถูกต้อง)
34.ในการใช้คอมพิวเตอร์ควรติดตั้งเครื่องแสกนไวรัส
35.ไม่โหลดรูปภาพลามกไว้ในเครื่องคอมพิวเตอร์หรือข้อมูลที่ไม่จำเป็น
36.เคารพสิทธิเสรีภาพของบุคคลอื่นใช้คอมพิวเตอร์เพื่อการเผยแผ่หลักธรรมคำสั่งสอนของพระพุทธเจ้าอย่างที่จริง


 
 

อ้างอิง
 
สืบค้น คุณธรรม จริยธรรม ค่านิยมที่ดีในหารใช้คอมพิวเตอร์ และรู้จักการทำงานเป็นทีม (ออนไลน์). (มปป). https://nutvey.wordpress.com/2012/02/17/ (18 ธันวาคม 2558).

 
 
จัดทำโดย
นางสาว จีรภา คัชมาตย์ ปวช.บช.1/2 เลขที่ 07
นางสาว ยวิษฐา อ่อนสุด ปวช.บช.1/2 เลขที่ 22